เรื่องของหมอยา ตอนที่ 1 ยาแก้อักเสบคืออะไร ?


ตอนที่ 1 ยาแก้อักเสบคืออะไร ?


            สวัสดีค่ะชาว siamreptile ทุกคน ขอฝากเนื้อฝากตัวในฐานะสมาชิกอีกคนหนึ่งด้วยนะคะ หวังว่าคงจะไม่รังเกียจ ข้าพเจ้าเองเป็นอีกคนหนึ่งที่มีใจรักและสนใจในการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน และพอจะมีความรู้เรื่องยาติดตัวมาบ้างจากวิชาชีพของข้าพเจ้า ซึ่งในบทความเรื่องยานี้ข้าพเจ้ามีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้สมาชิกทั้งหลายเข้าใจในเรื่องของยา การออกฤทธิ์และผลข้างเคียงในเบื้องต้นก่อน เพื่อที่จะโยงเข้าไปสู่การนำยาเหล่านี้มาใช้ในการรักษาสัตว์เลี้ยงของท่าน ความเข้าใจในหลักการเบื้องต้นนี้ทำให้ สามารถใช้ยาได้ตรงตามคุณสมบัติของมัน และหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ผิดๆ เนื่องมาจากความไม่เข้าใจนั่นเอง ในตอนแรกนี้ข้าพเจ้าขอเปิดตัวด้วยเรื่องของยาแก้อักเสบเพราะว่าเป้นยาที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก และมักมีการนำยากลุ่มนี้มาใช้กันบ่อยๆ บางคนอาจเคยได้ยินชื่อยาแก้อักเสบ และบางคนอาจเคยใช้ แต่จะมีใครบ้างที่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า ยาแก้อักเสบที่ว่านี้มันคือยาอะไร ก่อนที่เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับยาแก้อักเสบ สิ่งแรกที่เราควรทราบ คือภาวะอักเสบ ซึ่งการที่เราทราบว่าสาเหตุของการเกิดคืออะไรนั้น จะนำไปสู่ การเลือกใช้ยาได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมมากขึ้น

            การอักเสบ (Inflammation) หมายถึง กลไกหลักในการป้องกันตัวของร่างกายในสัตว์ที่มีกระดูสันหลัง สาเหตุอาจเกิดได้ทั้งทางกายภาพ (physical) เช่น การกระทบกระแทก และการโดนสารรังสีต่าง), จากสารเคมี (chemical) และจากการติดเชื้อ (infection) ซึ่งจะแสดงออกมาเป็นอาการและอาการแสดงต่างๆ(cardinal signs) ที่มีลักษณะจำเพาะ 5 อาการดังนี้
           1. Ruber (redness) ผิวหนังบริเวณที่เกิดการอักเสบมีสีแดง จากการขยายของหลอดเลือดที่บริเวณนั้น
           2. Calor (warmthe) ร้อนจากการขยายของหลอดเลือด และการเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังบริเวณนั้น
           3. Dolar (pain) อาการปวดที่เกิดจากการกระตุ้นที่ปลายประสาท จากสารต่างๆที่หลุดออกมานอกเส้นเลือดไปยังบริเวณที่มีการบาดเจ็บ หรือ จากสารที่ถูกปลดปล่อยออกมาเมื่อมีกระบวนการอักเสบ
           4. Tumer (swelling) การบวม เกิดจากสารน้ำ และเซลล์ต่างๆที่หลุดออกมานอกเส้นเลือดและแทรกซึมอยู่ระหว่างช่องว่างของเนื้อเยื่อ และ จากการขยายของเส้นเลือด
           5. Functio laesa (limitation of motion) การจำกัดการเคลื่อนไหว ซึ่งจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดด้วย เช่นการเกิดบริเวณข้อต่อ อาจทำให้การเคลื่อนไหวเกิดได้ลำบากมากขึ้น อาการอื่นๆที่อาจพบร่วมด้วย เช่น อาการไข้ (fever) พบเฉพาะกรณีที่เกิดการอักเสบภายในระบบของร่างกาย เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด (septicemia) เป็นต้น
            สาเหตุของการเกิดอาการต่างๆในการอักเสบเกิดจากการตอบสนองของหลอดเลือด และเซลล์ของร่างกายโดยเมื่อมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นจะแสดงออกโดย มีการรบกวนคุณสมบัติการเป็นเยื่อเลือกผ่านของหลอดเลือดทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการผ่านเข้าออกของสารต่างๆภายในหลอดเลือด โดยมีการสูญเสียสารน้ำ และเซลล์ (เช่น neutrophyl, lymphocyte และ macrophage ซึ่งทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกาย) ที่อยู่ภายในหลอดเลือดกระจายไปยังเนื้อเยื่อรอบๆ

ยาที่มีฤทธิ์ลดอาการอักเสบ

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงยา 3 กลุ่มหลักๆที่มีการใช้ในการลดอาการอักเสบที่เกิดจากสาเหตุต่างๆดังนี้
1. NSAIDs (Non steroidal anti - inflammatory drugs) ยาลดอาการอักเสบที่ไม่ใช่กลุ่ม steroids ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น Ibruprofen, mefenamic acid, naproxen, piroxicam เป็นต้น
          ออกฤทธิ์โดยยับยั้ง พลอสตาแกลนดิน(prostaglandin) ซึ่งเป็นสารที่มักมีการหลั่งออกมาเมื่อเกิดการปวด หรืออักเสบ โดยมากมักจะใช้ในการบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบในภาวะต่างๆเช่น อาการปวดข้อ และกล้ามเนื้อ ไม่นิยมใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานมากๆเนื่องมาจากอาการข้างเคียงที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารนั่นเอง

2. Corticosteroids ยากลุ่มสเตียรอยด์ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น predinisolone, dexamethasone, triamcinolone, betamethasone เป็นต้น
          เป็นยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยการกดการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว มักใช้ในโรคที่มีการสร้างภูมิคุ้นกันขึ้นมาต่อต้านร่างกายของตัวเอง และสามารถใช้ลดอาการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อลงได้อย่างรวดเร็ว หากใช้ในภาวะติดเชื้ออาจทำให้มีการติดเชื้อได้เพิ่มมากขึ้นเนื่องมาจากการที่มันไปกดภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เป็นกลไกหลักในการต่อต้านเชื้อต่างๆนั่นเอง
ดังนั้นการจะพิจารณาใช้ยาในกลุ่มนี้จะต้องทราบสาเหตุของการอักเสบที่แท้จริง โดยต้องไม่เป็นสาเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อนอกจากนี้ควรพิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย และควรใช้ในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้นเนื่องจากการใช้เป็นระยะเวลานานจะเกิดอาการข้างเคียงต่างๆได้มาก เช่น การติดยา ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และทำให้เกิดกระดูกพรุนได้
3. Antimicrobial drugs ยาต้านจุลชีพ
  เป็นยาที่ได้มาจากเชื้อจุลชีพ หรือกึ่งสังเคราะห์ให้ได้สารที่เหมือนกับที่สร้างได้จากจุลชีพ และที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีโดยตรง ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโต หรือทำลายเชื้อจุลชีพต่างๆ ดังนั้นจึงมีความหมายรวมไปถึงยาปฏิชีวนะที่ใช้เรียกเฉพาะ ยา หรือสารเคมีที่ได้มาจากเชื้อจุลชีพเท่านั้นด้วย ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น Sulfonamides, Penicillins, Cephalosporine, Fluoroquinolone, Tetracyclines และ Isoniazid เป็นต้น

        เฮ้อ! มาได้ครึ่งทางแล้ว อ่านๆดูแล้วค่อนข้างเป็นวิชาการสักหน่อย ต้องขออภัยด้วยนะคะ เนื่องจากข้าพเจ้ายังไม่คุ้นกับการเขียนบทความสักเท่าไหร่ ถ้ายังไงในครั้งต่อไปจะพยายามเรียบเรียงให้เข้าใจง่ายขึ้น ช่วยติดตามกันด้วยนะคะ และในตอนนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะในส่วนของยาต้านจุลชีพ ความสามารถในการครอบคลุมเชื้อ หลักในการเลือกใช้อย่างเหมาะสม ส่วนยาในกลุ่มอื่นๆจะขอกล่าวถึงในตอนต่อไป

การจำแนกประเภทของยาต้านจุลชีพ (Classification of Antimicrobials)

1. จำแนกตามฤทธิ์ต่อจุลชีพ (mode of action)
        1.1 พวกที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลชีพโดยตรง (Bactericidal action) ออกฤทธิ์ฆ่าหรือ ทำลายเชื้อจุลชีพโดยตรงมักมีผลเฉพาะจุลชีพที่กำลังเจริญเติบโต และมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างยาในกลุ่มในกลุ่มนี้เช่น Pennicillins, Cephalosporines, Vancomycin, Aminoglycosides และ Isoniazid เป็นต้น
        1.2 พวกที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลชีพ (Bacteristatic action) ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลชีพ ดังนั้นจึงต้องการระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคือเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อเก็บกินเชื้อจุลชีพ แต่หากเพิ่มขนาดยามากขึ้น จะมีฤทธิ์ที่ฆ่าเชื้อได้ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้เช่น Tetracycline, Sulfonamides, Clindamycin และ Chloramphenacol เป็นต้น
2. จำแนกตามขอบเขตการออกฤทธิ์ของยา
         2.1 กลุ่มที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์ที่แคบ (narrow spectrum)
ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมบวก หรือแกรมลบชนิดเดียว
- กลุ่มที่มีผลกับเชื้อแกรมบวก เช่น pennicillins, vancomycin, macrolides และ lincomycin
- กลุ่มที่มีผลต่อเชื้อแกรมลบ เช่น aminoglycosides และ polymyxin
         2.2 กลุ่มที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง (broad spectrum)
ยาที่ออกฤทธิ์ทั้งต่อเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมบวก และแกรมลบ นอกจากนี้อาจครอบคลุมทั้งโปรโตซัว และ rickettsiae เช่น ampicillin, cephalosporins, tetracyclines, chloramphenicol และ sulfonamides
ส่วนในเรื่องของรายละเอียดของยาในแต่ละกลุ่ม และการเลือกใช้เมื่อเราไม่สามารถทราบเชื้อก่อโรคที่แท้จริงได้จะขอกล่าวในตอนต่อไปนะคะ

อันตรายที่เกิดจากการใช้ยาต้านจุลชีพ

         การเลือกใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่ถูกต้องได้แก่การใช้ยาผิดขนาด ผิดวิธี ระยะเวลาไม่เหมาะสม เลือกยาไม่ถูกกับเชื้อแบคทีเรีย และใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็นเป็นสาเหตุทำให้เกิดอันตรายได้ดังต่อไปนี้
1. การดื้อยา (resistance) เนื่องจากการที่เชื้อแบททีเรียมีคุณสมบัติในการผ่าเหล่า (mutation) ทำให้ตัวเองดื้อต่อยาต้านจุลชีพได้ และยังสามารถถ่ายทอดคุณสมบัตินี้ไปให้ยังอีกตัวได้ ซึ่งเมื่อมีการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่ถูกต้องจะเป็นการเปิดโอกาสใช้เชื้อแบคทีเรียมีการดื้อยาได้มากขึ้น ทำให้เราต้องใช้ยาที่ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าตัวเดิม และมีราคาแพงกว่า ทำให้จำเป็นต้องคิดค้นยาใหม่ๆขึ้นมาทดแทน ซึ่งต้องใช้เวลานานมากกว่าการดื้อยาของเชื้อหลายๆเท่า ข้อนี่จึงเป็นอันดับแรกที่เราควรคิดก่อนจะใช้ยา
2. การติดเชื้อแทรกซ้อน (superinfection) เนื่องจากการที่มันสามารถออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่เฉพาะเป็นระยะเวลานาน ทำให้เชื้อประจำถิ่นที่ยาไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ครอบคลุมสามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้มากจนสามารถก่อโรคได้ ซึ่งเชื้อเหล่านี้มักจะหายเมื่อหยุดใช้ยา
3. การแพ้ยา (allergic reaction) อาจพบอาการแพ้ เช่น เกิดผื่นแดง คัน เกิดลมพิษ ไปจนถึงการแพ้ยาอย่างรุนแรง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ยาที่มักทำให้เกิดการแพ้ เช่น ยาในกลุ่ม penicillins
4. การเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา เช่น การเกิดพิษในการกดไขกระดูกของยา chloramphenicol เป็นต้น
5. การขาดวิตามินบางอย่าง เนื่องจากการที่แบคทีเรียที่บริเวณละไส้บางชนิดจะทำหน้าที่ในการสังเคราะห์วิตามิน เช่น วิตามินเค วิตามินบี กรดโฟลิก ซึ่งการใช้เป็นระยะเวลานานยาจะมีผลไปทำลายเชื้อเหล่านี้ได้

           ดังนั้นจากข้อมูลข้างต้น การที่เราเรียกยารักษาภาวะติดเชื้อว่ายาแก้อักเสบนั้นอาจไม่ถูกต้องมากนัก และอาจส่งผลให้เกิดการใช้ยาอย่างผิดประเภทซึ่งเป็นสาเหตุของการดื้อยาของเชื้อซึ่งจะนำมาสู่การที่เราต้องเปลี่ยนมาใช้ยาที่มีฤทธิ์กว้างขึ้น หรือ มีการออกฤทธิ์ที่ตำแหน่งอื่นๆของเชื้อ ซึ่งการคิดค้นยาที่ได้แต่ละตัวนี้เราต้องใช้เวลา และงบประมาณเป็นจำนวนมากจึงอยากจะเน้นย้ำในส่วนนี้เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้คะ ฝากให้เพื่อนๆได้ติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ เป็นรายละเอียดของยาแต่ละกลุ่ม และการคาดการณ์เชื้อที่เป็นสาเหตุจากตำแหน่งที่มีการติดเชื้อ ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้อยากให้เพื่อนๆได้ทราบไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนเรียนรู้ในบทถัดไปคะ สำหรับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลื้อยคลาน กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการรวบรวมข้อมูลค่ะ

เอกสารอ้างอิง
Gilbert ND, Moellering CR and Sande AM. The Sanford guide to antimicrobial therapy. 33rd ed. Antimicrobial tharapy INC : USA, 2003.
Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP and Lance LL. Drug information handbook. LEXI-COMP INC : Ohio, 2003-2004.

Rowlands DT. Human pathology an introduction to the study of disease. Collier Macmillan Canada, Inc: Toronto, 1990.
ปวิตรา พูลบุตร และคณะ. เภสัชวิทยา 1. คณะเภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2545.

เรียบเรียง By : parakiss